อย่าพลาด! 9 ข้อที่ต้องรู้ก่อนฉีด stem cell

อย่าพลาด! 9 ข้อที่ต้องรู้ก่อนฉีด stem cell

ฉีดสเต็มเซลล์_R3 Wellness Center

สเต็มเซลล์ (Stem Cell) คือ เซลล์ต้นกำเนิด ที่มีความสามารถพิเศษในการแบ่งตัวและพัฒนาเป็นเซลล์ชนิดต่างๆ ในร่างกาย ใช้เพื่อซ่อมแซม ฟื้นฟู และทดแทนเซลล์ที่เสื่อมสภาพหรือเสียหาย ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในเวชศาสตร์ชะลอวัยและการช่วยฟื้นฟูโรคที่เป็นอยู่หรือบรรเทาอาการให้เจ็บปวดน้อยลง

สำหรับผู้ที่สนใจการฉีดสเต็มเซลล์ คงเคยได้ยินว่าสเต็มเซลล์มีกระบวนการที่ค่อนข้างซับซ้อน ตั้งแต่การเก็บเซลล์ การเพาะเลี้ยง ไปจนถึงการนำไปใช้กับร่างกาย วันนี้เรารวบรวม Q&A คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฉีดสเต็มเซลล์ที่คุณควรรู้มาไว้ที่นี่ เพื่อคลายความสงสัยสำหรับใครที่กำลังสนใจหาตัวช่วยชะลอวัยและทางเลือกในการรักษาโรคในอนาคต!

Q&A ตอบคำถามที่พบบ่อย! 9 ข้อที่คุณควรรู้ก่อนฉีดสเต็มเซลล์ (Stem Cell)

ตอบทุกคำถามที่คุณสงสัยเกี่ยวกับการฉีดสเต็มเซลล์ ทั้งข้อควรรู้และคำแนะนำที่คุณไม่ควรพลาด รวมถึงข้อห้ามหลังฉีดสเต็มเซลล์และผลข้างเคียงที่ควรระวัง ต้องรู้อะไรบ้างตามมาเช็กลิสต์ไปพร้อมกัน!

1. สเต็มเซลล์มาจากไหน ?

ตอบ : เซลล์บำบัด (Stem Cells Therapy) หรือที่หลายคนรู้จักกันว่าการฉีดสเต็มเซลล์ คือการใช้เซลล์ต้นกำเนิดชนิด MSCs หรือ Mesenchymal Stem Cells ซึ่งได้มาจาก 2 แหล่ง คือ เนื้อเยื่อสายสะดือ (Cord Tissue) และเยื่อหุ้มรก (Amnion) ทั้งสองแหล่งนี้มีคุณสมบัติในการพัฒนาเป็นเซลล์ชนิดต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่จำเป็นต้องหาค่าความเข้ากันได้ทางสายเลือด

สำหรับผู้ที่กำลังค้นหาว่าฉีดสเต็มเซลล์ที่ไหนดี เพื่อคงคุณภาพของเซลล์และให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ควรเลือกพาร์ตเนอร์พาร์ทเนอร์แล็บที่ได้มาตรฐาน เช่น ห้องปฏิบัติการ Clean Room Class 100 หรือ ISO 15189, ISO 15190, ISO 27001, ISO 9001 ที่ได้รับการรับรองสำหรับการจัดการเซลล์ต้นกำเนิด รวมถึงการรับรองจาก NIA และ ISBT และที่มีมาตรฐานการเพาะเลี้ยงเซลล์ที่ดี

กระบวนการเพาะเลี้ยงเริ่มต้นทันทีหลังจากนำเซลล์สดออกจากห้องคลอด โดยใช้ Xeno-free Culture Medium ซึ่งไม่มีส่วนประกอบจากสัตว์ และเป็น Cell culture media ที่ได้มาตรฐาน GMP-compliant manufacturing อีกทั้งระหว่างการเก็บรักษาเซลล์ ควรมีมาตรฐานการจัดเก็บที่ดี โดยเซลล์จะถูกเก็บที่อุณหภูมิ -196°C ในไนโตรเจนเหลว เพื่อคงความมีชีวิตและคุณภาพที่ดีที่สุด และรักษาเซลล์ให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้ในการรักษาได้

2.ฉีดสเต็มเซลล์เหมาะกับใครบ้าง

การฉีดสเต็มเซลล์เหมาะสำหรับ 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผู้ที่ต้องการบรรเทาโรค และ ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูด้านความงามและชะลอวัย

สำหรับ การรักษาโรค การฉีด stem cell จะช่วยฟื้นฟูเซลล์ที่เสื่อมสภาพ เหมาะกับผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม รูมาตอยด์ เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคทางระบบประสาท เช่น พาร์กินสัน อัลไซเมอร์ โรคหลอดเลือดสมอง และอัมพาต นอกจากนี้ยังเหมาะกับผู้ที่มีภาวะไตวาย ภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือกำลังฟื้นตัวจากโควิด-19

ด้านการ ฉีดสเต็มเซลล์เพื่อความงามและเวชศาสตร์ชะลอวัย สเต็มเซลล์ช่วยลดริ้วรอย กระชับผิว และฟื้นฟูเซลล์ผิวให้แข็งแรงจากภายใน โดยช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน ทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์ เปล่งปลั่งขึ้น

3. อายุเท่าไหร่ถึงจะฉีดสเต็มเซลล์ได้ ?

ตอบ : การฉีดสเต็มเซลล์ (Stem Cell) แนะนำสำหรับผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป เพราะร่างกายเริ่มเสื่อมสภาพ เซลล์มีการเสื่อมตามอายุและไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต การฉีดสเต็มเซลล์ช่วยฟื้นฟูเซลล์ที่อ่อนแอหรือเสียหาย 

ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัย เพื่อประเมินแผนการรักษาให้เหมาะสมตามแต่ละปัญหาของบุคคล

4. ผลลัพธ์หลังจากฉีดสเต็มเซลล์ อยู่ได้นานแค่ไหน ?

ตอบ : ระยะเวลาที่ผลลัพธ์คงอยู่หลังจากการฉีดสเต็มเซลล์ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น จุดประสงค์ในการฉีดสเต็มเซลล์ คุณภาพของสเต็มเซลล์ สุขภาพของผู้รับการรักษา และการดูแลตัวเองหลังฉีด โดยทั่วไป 

หากเป็นการรักษาปัญหาสุขภาพ เช่น ข้อเข่าเสื่อมระยะแรกเริ่ม การฉีดสเต็มเซลล์ 5-10 ล้านเซลล์ต่อข้าง อาจเพียงพอ และหากไม่มีการบาดเจ็บเพิ่มเติม ผลลัพธ์สามารถคงอยู่ได้นานหลายปี แต่ในกรณีที่อาการรุนแรงขึ้น หรือมีการใช้งานข้อเข่าหนัก อาจต้องได้รับการฉีดเพิ่มเติมเพื่อคงประสิทธิภาพของการรักษา

สำหรับการฟื้นฟูร่างกายและผิวพรรณ การฉีดสเต็มเซลล์สามารถช่วยลดริ้วรอย ทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์ และเพิ่มความแข็งแรงของร่างกาย หากต้องการผลลัพธ์ที่ต่อเนื่อง แนะนำให้ฉีดปีละ 1-2 ครั้ง หรือปีเว้นปี ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับผลข้างเคียงของการฉีดสเต็มเซลล์อย่างละเอียด และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมในข้อห้ามหลังฉีดสเต็มเซลล์หน้า เช่น การสัมผัสผิวแรง ๆ การอบซาวน่า หรือการทาครีมที่มีสารกัดผิวภายในช่วงแรกหลังการฉีด เพื่อให้ผลลัพธ์มีความยาวนานและปลอดภัยที่สุด

ข้อห้ามหลังฉีดสเต็มเซลล์_R3 Wellness Center 

5. สามารถใช้สเต็มเซลล์คนอื่นมาฉีดได้ไหม ?

ตอบ : สเต็มเซลล์ชนิด MSCs (Mesenchymal Stem Cells) เป็นเซลล์ประเภทที่ไม่จำเป็นต้องเข้ากันได้ทางสายเลือด และสามารถพัฒนาเป็นเซลล์ชนิดอื่นเพื่อซ่อมแซมอวัยวะที่อักเสบหรือบาดเจ็บ โดยเฉพาะการฟื้นฟูตับ ลดพังผืด กระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ และเสริมความแข็งแรงให้ร่างกาย

เพื่อให้มั่นใจในประสิทธิภาพและความปลอดภัย ควรเลือกใช้ MSCs ที่ผ่านการคัดเลือกและตรวจสอบคุณภาพได้รับมาตรฐาน GMP และการรับรองจาก ISO 15189, ISO 15190, ISO 27001, ISO 9001 รวมถึง NIA, ISBT และห้อง Clean Room Class 100 เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

6. ฉีดสเต็มเซลล์กี่ครั้งถึงเห็นผล ?

ตอบ : จำนวนครั้งที่ฉีดสเต็มเซลล์ขึ้นอยู่กับความต้องการและสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล ในบางกรณี เพียงครั้งแรกก็สามารถเห็นผลได้ โดยเฉพาะในด้านอาการเจ็บ เช่น หากฉีดเพื่อรักษาข้อเข่าเสื่อมอาการปวดมักจะเริ่มบรรเทาลงภายใน 5 วัน หลังการรักษา และจะค่อย ๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 1-2 เดือน จากนั้นข้อเข่าจะรู้สึกแข็งแรงขึ้นตามการใช้งานในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้ผลลัพธ์ขึ้นอยู่ตามแต่ละบุคคล

หากฉีดสเต็มเซลล์หน้าใส ผลลัพธ์มักเริ่มเห็นได้ใน 1-2 สัปดาห์แรก ผิวจะดูกระจ่างใสขึ้น ริ้วรอย ฝ้า กระ และจุดด่างดำลดลง พร้อมทั้งช่วยให้เซลล์ผิวแข็งแรงขึ้น โดยปกติ หากไม่มีปัญหาผิวที่รุนแรง การฉีดเพียงครั้งเดียวก็สามารถให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจได้สำหรับบางคน ทั้งนี้ผลลัพธ์ขึ้นอยู่ตามแต่ละบุคคล

อย่างไรก็ตาม แนะนำให้เข้าพบแพทย์เพื่อติดตามผลหลัง 6-8 เดือน เพื่อประเมินสภาพร่างกายและพิจารณาว่าควรฉีดเพิ่มเติมหรือไม่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของแต่ละบุคคลและแผนการรักษาที่เหมาะสม

7. ฉีดสเต็มเซลล์จุดไหนได้บ้าง ?

ตอบ : สามารถฉีดสเต็มเซลล์ได้ในหลายตำแหน่งของร่างกาย โดยแต่ละตำแหน่งมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ซึ่งควรได้รับการดูแลจากแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย ซึ่งจะเป็นคุณหมอที่มีความรู้และเคยมีเคส เพื่อความปลอดภัยสูงสุด และลดความเสี่ยงจากฉีดสเต็มเซลล์ ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง

  • ใบหน้า: ช่วยลดริ้วรอย กระชับรูขุมขน ลดความหมองคล้ำ และฟื้นฟูสภาพผิวให้ดูอ่อนเยาว์
  • หนังศีรษะ: กระตุ้นการงอกใหม่ของเส้นผม ลดปัญหาผมร่วง ผมบาง
  • ฉีดสเต็มเซลล์เข้าหลอดเลือดดำ: เป็นวิธีที่ช่วยฟื้นฟูเซลล์ทั่วร่างกาย ช่วยปรับสมดุล และเสริมสร้างสุขภาพจากภายใน โดยขั้นตอนนี้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัย
  • ฉีดเข้าสู่กล้ามเนื้อโดยตรง: นิยมฉีดในบริเวณข้อเข่า ต้นขา หรือสะโพก เพื่อช่วยซ่อมแซมและฟื้นฟูกล้ามเนื้อและข้อต่อโดยตรง วิธีนี้ปลอดภัย ไม่ต้องใช้ยาสลบ และเหมาะสำหรับการฉีดในปริมาณเล็กน้อย
  • ฉีดเข้าที่ข้อเข่า เพื่อช่วยสร้างเซลล์กระดูกอ่อน สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องข้อเข่าเสื่อม เป็นที่นิยมมาก

8. หลังฉีดสเต็มเซลล์ มีผลข้างเคียงหรืออาการที่อาจเกิดขึ้นหรือไม่?

ตอบ : โดยทั่วไป การฉีดสเต็มเซลล์มีความปลอดภัยสูง แต่ในบางกรณีอาจมีอาการข้างเคียงเล็กน้อยขึ้นอยู่กับวิธีการฉีดและตำแหน่งที่ฉีด เช่น

  • ฉีดสเต็มเซลล์ผ่านทางหลอดเลือดดำ (IV Drip): อาจมีอาการไข้เล็กน้อยหลังทำ เนื่องจากร่างกายกำลังปรับตัวและกระบวนการฟื้นฟูเซลล์เริ่มทำงาน
  • ฉีดสเต็มเซลล์ที่ใบหน้า: อาจมีรอยช้ำเล็กน้อยในบางจุด คล้ายกับการฉีดฟิลเลอร์หรือทรีตเมนต์ผิวทั่วไป ซึ่งมักจะหายไปเองภายในไม่กี่วัน อย่างไรก็ตาม ควรศึกษาข้อมูลเรื่องข้อห้ามหลังฉีดสเต็มเซลล์หน้าเพื่อหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่อาจกระทบผลลัพธ์
  • ฉีดสเต็มเซลล์ที่ข้อเข่า ไหล่ หรือบริเวณอื่นๆ: โดยปกติไม่มีผลข้างเคียงที่รุนแรง แต่อาจมีอาการปวดหรือบวมเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด ซึ่งจะหายไปเองภายในระยะเวลาไม่นาน

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตามแต่ละบุคคล โดยก่อนทำทุกหัตถการ ผู้รับบริการจำเป็นต้องสอบถามรายละเอียดกับแพทย์ที่ทำการดูแลให้ละเอียดก่อนตัดสินใจด้วยตัวเอง

9. ต้องดูแลตัวเองอย่างไรก่อนและหลังฉีดสเต็มเซลล์ (Stem Cell)

  • ก่อนฉีดสเต็มเซลล์ต้องเตรียมตัวยังไง ?

ตอบ : ก่อนเข้ารับบริการฉีดสเต็มเซลล์ จำเป็นต้องปรึกษากับแพทย์ก่อนทุกครั้ง เนื่องจากแต่ละคนมีความต้องการและสภาพร่างกายที่แตกต่างกัน โดยแพทย์จะวางแผนการรักษาและให้คำแนะนำเฉพาะบุคคล ทั้งนี้ควรให้นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 8-12 ชม. เพื่อให้ร่างกายอยู่ในสภาพที่พร้อมรับการฟื้นฟู หากเป็นการฉีดสเต็มเซลล์ผ่านการดริป ควรงดอาหารประเภทของทอดและของมันอย่างน้อย 2-3 วัน และดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมและฟื้นฟูเซลล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ผู้ที่กำลังตัดสินใจควรศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับฉีดสเต็มเซลล์ ผลข้างเคียงอย่างรอบด้าน เพื่อประกอบการตัดสินใจ

  • วิธีดูแลตัวเองและข้อห้ามหลังฉีดสเต็มเซลล์ 

ตอบ : เนื่องจากการฉีดสเต็มเซลล์มีหลายวิธีการรักษา และรวมถึงอ้างอิงตามแต่ปัญหาหรือข้อควรระวังของแต่ละบุคคล จึงจำเป็นต้องพูดคุยกับแพทย์ที่ทำการรักษาให้ละเอียด หลังรับบริการ แนะนำให้พักผ่อน 1 วัน และดื่มน้ำให้เพียงพอ หากเป็นการฉีดสเต็มเซลล์ผ่านทางดริป ควรงดออกกำลังกายหนักหรือเล่นกีฬากลางแจ้งอย่างน้อย 1-2 วัน 

หรือหากเป็นบริเวณข้อเข่า แนะนำให้งดการออกกำลังกายหนัก หลีกเลี่ยงการเดินหรือถือของหนักอย่างน้อย 1-2 วัน เพื่อป้องกันแรงกดทับที่อาจส่งผลต่อการฟื้นฟูของเซลล์ สำหรับการฉีดสเต็มเซลล์หน้าและลำคอ ควรหลีกเลี่ยงการขัดผิว สครับผิวหน้า หรือทำหัตถการที่ใช้มือ เช่น เลเซอร์ เป็นเวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์ รวมถึงงดการออกไปเดินกลางแจ้งที่แดดแรงจัด เพื่อลดความเสี่ยงต่อการระคายเคืองและช่วยให้ผลลัพธ์คงอยู่ได้นานขึ้น

ปลดล็อกพลังการบำบัดด้วยเซลล์ต้นกำเนิด เพื่อชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพให้ดีขึ้นกว่าเดิม

เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายเราจะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เซลล์ในร่างกายเสื่อมสภาพและแบ่งตัวช้าลง นำไปสู่ความแก่ชราและปัญหาสุขภาพต่าง ๆ 

แต่ด้วยนวัตกรรมการบำบัดด้วยเซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cell Therapy) หรือที่หลายคนรู้จักกันว่าการฉีดสเต็มเซลล์ คุณสามารถฟื้นฟูสุขภาพและชะลอความเสื่อมของร่างกายได้อีกครั้ง

เช็กลิสต์เพื่อความมั่นใจทำเซลล์บำบัดอย่างไรให้ปลอดภัย

1. เลือกแล็บที่ได้มาตรฐานระดับสากลและมีการรับรองคุณภาพอย่างชัดเจน 

เซลล์ต้นกำเนิดควรถูกจัดเก็บและเพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากล เช่น Clean Room Class 100 หรือ ISO 15189, ISO 15190, ISO 27001, ISO 9001 ที่ได้รับการรับรองสำหรับการจัดการเซลล์ต้นกำเนิด รวมถึงการรับรองจาก NIA และ ISBT และที่มีมาตรฐานการเพาะเลี้ยงเซลล์ที่ดี หรือ Association for the Advancement of Blood & Biotherapies (AABB) เพื่อให้คุณมั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัยสูงสุด

2. มีเทคนิคการเพาะเลี้ยงเซลล์ที่ทันสมัยและปลอดภัย 

มีการใช้น้ำยาเลี้ยงเซลล์แบบ Xeno-free ซึ่งไม่มีส่วนผสมจากผลิตภัณฑ์สัตว์ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดในการรักษามนุษย์และความบริสุทธิ์ของเซลล์ รวมถึง Cell culture media for GMP-compliant manufacturing เป็นชนิดจีเอ็มพีเกรด (GMP) เพื่อให้เซลล์ต้นกำเนิดมีคุณภาพสูงและปลอดภัย ทั้งนี้มีการควบคุมอุณหภูมิในการจัดเก็บเซลล์ในไนโตรเจนเหลวที่ -198 องศา และละลายเซลล์ภายใต้อุณหภูมิ 37 องศา เพื่อเตรียมพร้อมในการใช้งาน

3. เซลล์ต้นกำเนิดที่เยาว์และมีประสิทธิภาพสูง 

เซลล์ MSCs (Mesenchymal Stem Cells) จะต้องถูกเพาะเลี้ยงที่ Passage 0 จากเซลล์สด (Fresh Cells) เพื่อให้ได้คุณภาพของเซลล์ต้นกำเนิดที่แท้จริง และควรใช้ในระยะเพียง Passage 1-3 ซึ่งเป็นช่วงที่เซลล์มีความอ่อนเยาว์และประสิทธิภาพสูงสุดในการฟื้นฟูร่างกายทันที โดยลักษณะของเซลล์ที่เพาะเลี้ยง (Cell appearance) ควรมีรูปร่างลักษณะเฉพาะตรงตามชนิดของเอ็มเอสซีของมนุษย์ซึ่งมีรูปร่างหัวท้ายแหลม (เหมือนกระสวย หากถ่ายเซลล์ขณะยืดตัว)

4. มีการทดสอบ เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพ

เซลล์ทุกตัวต้องผ่าน Sterility Testing เพื่อตรวจสอบความปลอดเชื้อจากแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา ไมโครพลาสมา และสารพิษ และควรใช้การ Immunophenotyping ตรวจสอบเซลล์ด้วยโปรตีน CD73, CD90, CD105 เพื่อยืนยันคุณลักษณะของเซลล์ MSCs ที่ดี นอกจากนี้ต้องมี Cell viability ที่มากกว่า 90% ในเซลล์ที่ถูกล้างเรียบร้อยแล้ว เพื่อความปลอดภัยและลดความเสี่ยงของเซลล์ที่ได้รับโดยเฉพาะในการฉีดสเต็มเซลล์เพื่อความงามหรือฟื้นฟูสุขภาพ การควบคุมคุณภาพจึงสำคัญมาก เนื่องจากผลข้างเคียงจากการฉีดสเต็มเซลล์ อาจเกิดขึ้นได้หากเซลล์ไม่ได้มาตรฐาน และอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพหรือความปลอดภัยในระยะยาว

5. ทีมแพทย์และพยาบาลวิชาชีพที่เก่งด้านนี้โดยเฉพาะ 

แพทย์ควรได้รับ American Board of Anti-Aging and Regenerative Medicine (ABAARM) และได้รับการรับรองจากสมาคมเซลล์บำบัดแห่งประเทศไทย เพื่อพร้อมที่จะออกแบบการรักษาที่เหมาะสมกับคุณในเรื่องใช้เซลล์ต้นกำเนิดในการฟื้นฟูสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ควรได้รับการดูแลกับทีมพยาบาลที่มีประสบการณ์ด้านนี้โดยเฉพาะด้วย

เมื่ออายุมากขึ้นเซลล์ในร่างกายจะมีการแบ่งตัวช้าลงและมีจำนวนเซลล์แก่มากกว่าเซลล์อ่อน นี่จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดความแก่ชรา! ให้ R3 Life Wellness เป็นตัวแทนส่งต่อความอ่อนวัยไปถึงคุณอย่างมั่นใจ พร้อมชะลอความเสื่อมโทรมของร่างกายให้ช้าลง ด้วยบริการด้านสเต็มเซลล์ที่ออกแบบเฉพาะคุณคนพิเศษ

เพราะใครๆ ก็อยากแลดูเด็กกว่าอายุจริง พาคุณโกงอายุไปพร้อมกับเทคโนโลยีทางเลือกใหม่แห่งการชะลอวัย มั่นใจในบริการทุกระดับ สนใจติดต่อสอบถามเพื่อรับคำปรึกษาจากแพทย์และประเมินร่างกายได้ที่ R3 Life Wellness ตลอดระยะเวลาทำการ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองเวลาเข้ารับบริการ ได้ที่

R3 Life Wellness Center 42 อาคาร ไอ ซี พี ชั้น 4 ถนนสุรวงศ์ แขวงสี่พระยา เขตบางรัก กทม.

Suggest Blogs

เซลล์ต้นกำเนิดเพื่อความเยาว์วัย เมื่อการฟื้นฟูผิวหน้า เริ่มจากเซลล์จริง ไม่ใช่สารเติมแต่ง

blog icon เซลล์ต้นกำเนิดเพื่อความเยาว์วัย เมื่อการฟื้นฟูผิวหน้า เริ่มจากเซลล์จริง ไม่ใช่สารเติมแต่ง

การฟื้นฟูผิวหน้าอย่างยั่งยืนเริ่มจากระดับเซลล์ บทความนี้อธิบาย Stem Cells Therapy จาก Cord Tissue และ Amnion ตามหลักชีววิทยา โดยไม่ใช้สารเติมแต่งหรือการเคลมผลลัพธ์เกินจริง

เมื่อความสวย ไม่ได้วัดกันที่หัตถการ แต่วัดกันที่ “พฤติกรรมของผิว”

blog icon เมื่อความสวย ไม่ได้วัดกันที่หัตถการ แต่วัดกันที่ “พฤติกรรมของผิว”

ความงามที่ยั่งยืนไม่ได้ขึ้นกับหัตถการเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากคุณภาพผิว การฟื้นฟูภายใน และแนวคิดความงามเชิงองค์รวม (Holistic Aesthetic) ที่ผสาน regenerative medicine และ stem cell therapy อย่างเหมาะสม

ไขข้อสงสัย สเต็มเซลล์มาจากไหน มาทำความรู้จักกัน

blog icon ไขข้อสงสัย สเต็มเซลล์มาจากไหน มาทำความรู้จักกัน

หลายคนคงได้ยินคำว่าสเต็มเซลล์ในแง่มุมของการใช้ประโยชน์จากสเต็มเซลล์มามาก แต่ก็ยังไม่รู้ว่าต้นทางของสเต็มเซลล์มาจากไหน มีกี่ประเภท มาหาคำตอบกันที่บทความนี้

สเต็มเซลล์หน้าใส วิธีกู้คืนผิวแข็งแรงทันใจ

blog icon สเต็มเซลล์หน้าใส วิธีกู้คืนผิวแข็งแรงทันใจ

ปัญหาผิวที่มาพร้อมกับวัยที่มากขึ้น พามารู้จักการฉีดสเต็มเซลล์หน้าใสอีกหนึ่งทางเลือกในการฟื้นฟูเซลล์ผิว มาจัดการปัญหาผิวให้ตรงจุด อ่านบทความนี้เลย

ผมร่วงปกติ กับผมร่วงไม่ปกติ ต่างกันอย่างไร?

blog icon ผมร่วงปกติ กับผมร่วงไม่ปกติ ต่างกันอย่างไร?

ผมร่วงวันละกี่เส้นถึงปกติ? เรียนรู้สัญญาณผมร่วงผิดปกติ และบทบาทของ Stem Cell Therapy ในการฟื้นฟูรากผมและสุขภาพหนังศีรษะ

เช็กสัญญาณอาการเตือนเบาหวาน อันตรายแฝงที่ไม่ใช่แค่ติดหวาน

blog icon เช็กสัญญาณอาการเตือนเบาหวาน อันตรายแฝงที่ไม่ใช่แค่ติดหวาน

‘เบาหวาน’ โรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาหายขาดได้! ชวนเช็กสัญญาณเบาหวาน อาการอันตราย พร้อมแนวทางฟื้นฟูร่างกายด้วยสเต็มเซลล์บำบัด ลดความเสี่ยงห่างไกลเบาหวาน

Cookies & Privacy

This R3 Life Wellness Center website uses cookies to personalize content and analyse traffic in order to offer you a better experience.