เมื่อเทคโนโลยีเกี่ยวกับสมองก้าวข้ามขีดจำกัดของ EEG: นวัตกรรมล้ำหน้าของ Neurable
เมื่อเทคโนโลยีเกี่ยวกับสมองก้าวข้ามขีดจำกัดของ EEG: นวัตกรรมล้ำหน้าของ Neurable
ในเดือนที่ผ่านมา วงการ Longevity Technology เริ่มหันมาจับตามองชื่อของ Neurable บริษัทเทคโนโลยีด้านสมองจากสหรัฐอเมริกา ที่เพิ่งระดมทุนได้ 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อพัฒนา wearable ที่สามารถอ่านสัญญาณสมองได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์แบบดั้งเดิม
สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ตัวเลขการลงทุน แต่คือคำถามที่ Neurable กำลังตั้งคำถามกับโลกของ Brain Health ว่า
“เราจำเป็นต้องวัดสมองในห้องแล็บเท่านั้นจริงหรือ?”
Neurable คือใคร และพวกเขากำลังพัฒนาอะไร
Neurable ก่อตั้งโดย Dr. Ramses Alcaide นักประสาทวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้าน Brain Computer Interface โดยมีจุดเริ่มต้นจากงานวิจัยด้านการอ่านสัญญาณสมองเพื่อใช้ควบคุมอุปกรณ์โดยไม่ต้องผ่าตัด แนวคิดหลักของ Neurable คือ การนำ Brain Computer Interface (BCI) ออกจากห้องทดลอง และนำมาอยู่ในชีวิตประจำวันของมนุษย์
ผลิตภัณฑ์ของ Neurable ถูกออกแบบให้อยู่ในรูปแบบ wearable เช่น หูฟังหรืออุปกรณ์ที่ผู้ใช้สามารถสวมใส่ได้จริง โดยไม่ต้องใช้เจล ไม่ต้องติดอิเล็กโทรดแบบ EEG ทางการแพทย์
แล้วมันต่างจาก EEG แบบเดิมอย่างไร?
EEG (Electroencephalogram) เป็นเทคโนโลยีที่ใช้มานานหลายทศวรรษ ทำหน้าที่วัดคลื่นไฟฟ้าสมองผ่านอิเล็กโทรดบนหนังศีรษะ มีบทบาทสำคัญในการวินิจฉัยโรคทางระบบประสาท
แต่ EEG มีข้อจำกัดชัดเจน:
- ต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะทาง
- ต้องอยู่ในสถานพยาบาลหรือห้องแล็บ
- วัดได้เพียงช่วงเวลาสั้น ๆ
- ไม่สะท้อนการทำงานของสมองในบริบทชีวิตจริง
เทคโนโลยีของ Neurable ไม่ได้พยายาม “แทนที่ EEG” แต่กำลัง เปลี่ยนโจทย์ จากการวินิจฉัย → ไปสู่การรับรู้สภาวะสมอง (brain state awareness)
จากการวัดสัญญาณสู่การเข้าใจสภาวะสมองอย่างแท้จริง
Neurable มุ่งเน้นการอ่าน pattern ของสมอง เช่น ระดับสมาธิ ความล้า หรือ cognitive workload โดยใช้ AI วิเคราะห์สัญญาณที่ได้จาก wearable ที่นำมาปรับใช้กับสิ่งของที่ผู้คนใช้ในชีวิตประจำวันเช่นหูฟัง ทำให้การวัดสัญญาณของสมองไม่ถูกจำกัดแค่บริบทที่อยู่ในโรงพยาบาลเท่านั้นแต่สามารถวัดสัญญาณของสมองในสภาพแวดล้อมจริง ตามชีวิตประจำวันได้ และทำให้การวิเคราะห์เป็นไปอย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น
ความเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนว่า อนาคตของ Brain Health ไม่ได้หยุดแค่การวัด แต่กำลังมุ่งไปที่ การเข้าใจสมองในชีวิตจริงแบบต่อเนื่อง และบริบทในชีวิตประจำวันสมองมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
ทำไมสิ่งนี้จึงสำคัญต่อ Longevity
Longevity Medicine ในปัจจุบันเริ่มตระหนักว่า ความเสื่อมของสมองไม่ได้เกิดขึ้นแบบเฉียบพลัน ก่อนจะมีอาการชัดเจน มักมีสัญญาณเล็ก ๆ เช่น
- สมาธิลดลง
- ความล้าเรื้อรัง
- การตัดสินใจช้าลง
- mental burnout
เทคโนโลยีอย่าง Neurable ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อรักษา แต่ช่วยให้ผู้ใช้ “รู้ตัวเร็วขึ้น” ว่าสมองกำลังทำงานหนักเกินไปหรือไม่และในโลกของ Longevity การรู้ก่อน มักสำคัญกว่าการแก้ทีหลัง
เทคโนโลยีบอกสัญญาณ แต่ชีววิทยายังคือรากฐาน
เทคโนโลยีด้าน Brain Health ไม่ว่าจะเป็น wearable หรือระบบวิเคราะห์สัญญาณสมอง ช่วยให้เรา “เห็นสัญญาณ” ได้เร็วขึ้น ว่าเมื่อไรสมองเริ่มล้า สมาธิลดลง หรือมีภาระทางความคิดมากเกินไป
แต่ในมุมของการแพทย์เชิงป้องกัน การรู้สัญญาณเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะการทำงานของสมองในระยะยาว ยังขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมทางชีววิทยาของร่างกายเป็นหลัก ทั้งการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมอง ออกซิเจน สารอาหารระดับเซลล์ รวมถึงการควบคุมการอักเสบและความเครียดออกซิเดชัน
นี่จึงเป็นเหตุผลที่คลินิกด้าน Longevity หลายแห่ง เริ่มให้ความสำคัญกับแนวทางสนับสนุนสมองจากภายใน อย่างที่ R3 Life Wellness Center เรามีทีมแพทย์ที่นำโดยคุณหมอพลอย ที่คิดค้นสูตร IV Drip หลากหลายสูตรซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเสริมสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการทำงานของสมอง โดยอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ และไม่ได้ถูกใช้ในฐานะการรักษาโรค แต่เป็นการสนับสนุนสมองให้พร้อมรับกับความท้าทายในชีวิตประจำวัน อย่างเช่น
Brain Health IV Drip มีส่วนประกอบหลักคือ สารสกัดเปปไทด์ขนาดเล็กและกรดอะมิโนที่สามารถผ่าน blood-brain barrier ได้ดี และมีฤทธิ์ทาง neurotrophic activity
- Neuroprotection: ปกป้องเซลล์สมองจากความเสียหายจากสารพิษหรือภาวะขาดเลือด
- Neuroplasticity: กระตุ้นการสร้างและปรับแต่งเครือข่ายประสาทใหม่ ช่วยพัฒนาการเรียนรู้และความจำ
- Neurogenesis: กระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์ต้นกำเนิดในสมอง เพิ่มจำนวนเซลล์สมองใหม่
- Metabolic regulation: เพิ่มการใช้พลังงานในเซลล์สมองเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด
ในบริบทนี้ เทคโนโลยีช่วยสร้างการตระหนักรู้ ขณะที่ชีววิทยาคือพื้นฐานที่ทำให้สมองยังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Future-Readiness ในโลก Longevity
สิ่งที่ Neurable แสดงให้เห็น ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่คือทิศทางของโลกสุขภาพในอนาคต
อุปกรณ์อัจฉริยะอาจช่วยบอกเราว่า สมองกำลังเหนื่อยหรือทำงานหนักเกินไป แต่การดูแลสมองให้พร้อมในระยะยาว ยังต้องอาศัยการดูแลจากภายในอย่างเป็นระบบ
แนวทาง Longevity ที่ผสานทั้งความเข้าใจเทคโนโลยี และการสนับสนุนร่างกายในเชิงป้องกัน จึงไม่ใช่การแข่งขันกันระหว่างนวัตกรรมกับการแพทย์ แต่คือการทำให้ทั้งสองทำงานเสริมกันอย่างเหมาะสม
ซึ่งโจทย์ที่สำคัญอย่างแท้จริงคือ คุณสามารถนำความตะหนักรู้จากเทคโนโลยี ไปปรับใช้ในการดูแลตัวเองได้ดีแค่ไหน เทคโนโลยีจะช่วยยืนยันกับคุณอีกเสียงด้วยตัวเลขและpatternที่บันทึก
บทสรุป
การระดมทุนของ Neurable เป็นสัญญาณหนึ่งว่า โลกกำลังขยับจากการเข้าใจว่า Longevity คือการต้องมีชีวิตที่ยืนยาว หากแต่เปลี่ยนมุมมองเป็น การมีชีวิตที่ยืนยาวต้องมาพร้อมกับร่างกายที่มีประสิทธิภาพ คงเป็นเรื่องน่าเศร้าหากแม้มีอายุยืนยาว 100ปี แต่ไม่สามารถจำชื่อลูกหลาน หรืออาหารที่ชอบกินได้ แม้จะมีชีวิตอยู่
และในโลกของ Longevity การเตรียมความพร้อม ไม่ได้เริ่มจากอุปกรณ์ แต่เริ่มจากการเข้าใจร่างกายและสมองของตัวเอง เพราะสุดท้ายแล้ว Longevity ไม่ได้วัดจากจำนวนปีที่มีชีวิต แต่จากจำนวนปีที่สมองยังคิดได้ชัด และใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ
FAQ
1.ผมร่วงแบบไหนถือว่าปกติ และแบบไหนเข้าข่ายผมร่วงผิดปกติ?
คำตอบ: ผมร่วงปกติจะอยู่ที่ประมาณ 50–100 เส้นต่อวัน และร่วงกระจายทั่วศีรษะโดยไม่มีจุดบางชัดเจนหรืออาการหนังศีรษะผิดปกติ พร้อมทั้งยังมีผมใหม่ขึ้นทดแทน
ส่วนผมร่วงผิดปกติมักมีลักษณะ ร่วงมากและต่อเนื่อง ผมบางเป็นจุด แนวผมถอย หรือมีอาการอักเสบของหนังศีรษะ ซึ่งควรได้รับการประเมินโดยแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง
2.Stem Cell Therapy ช่วยแก้ปัญหาผมร่วงได้จริงหรือไม่?
คำตอบ: Stem Cell Therapy สำหรับผมร่วง ไม่ได้เป็นการสร้างเส้นผมใหม่หรือทำให้ผมหนาขึ้นทันทีเหมือนการปลูกผม แต่เป็นการ ฟื้นฟูรากผมและสภาพหนังศีรษะในระดับเซลล์ ช่วยลดการหลุดร่วง เสริมความแข็งแรงของเส้นผมเดิม และสนับสนุนให้เส้นผมกลับเข้าสู่ระยะเจริญเติบโต
เหมาะกับผู้ที่ยังมีรากผมหลงเหลือ และอยู่ในระยะผมบางระดับต้นถึงกลาง
3.ใครเหมาะกับ Stem Cell Therapy มากกว่าการปลูกผม?
คำตอบ: Stem Cell Therapy เหมาะกับผู้ที่มี ผมบางระยะต้น–กลาง ผมร่วงจากพันธุกรรม ความเครียด ฮอร์โมน หรือการอักเสบของหนังศีรษะ โดยยังมีรากผมหลงเหลืออยู่
ในกรณีที่ศีรษะล้านสนิทและไม่มี follicle เหลืออยู่แล้ว การปลูกผมมักเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า
.jpg)
.jpg)
.jpg)