กินคลีนยังไง ให้ร่างกายคลีนจริง ๆ? เมื่อผักอาจไม่ได้คลีนอย่างที่เราคิด
กินคลีนยังไง ให้ร่างกายคลีนจริง ๆ? เมื่อผักอาจไม่ได้คลีนอย่างที่เราคิด
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “การกินคลีน” กลายเป็นไลฟ์สไตล์ของคนรักสุขภาพ
สลัด ผักสด อาหารปรุงน้อย น้ำผักผลไม้ ทั้งหมดที่เราปรับเปลี่ยนการกินนั้น ให้ความรู้สึกว่าเรากำลังดูแลร่างกายอย่างจริงจัง
แต่หลายคนกลับพบว่า แม้จะกินคลีนต่อเนื่อง ก็ยังรู้สึกเหนื่อย ผิวหมอง ท้องอืด หรือป่วยง่าย
คำถามคือ… ปัญหาอยู่ที่อาหารจริง ๆ หรืออยู่ที่สิ่งที่มองไม่เห็นในอาหารกันแน่?
มากกว่า 70% ของผักและผลไม้ที่จำหน่ายในตลาดทั่วไปทั่วโลก พบสารเคมีตกค้างอย่างน้อย 1 ชนิด แม้จะอยู่ในระดับที่ไม่ก่อให้เกิดอาการเฉียบพลัน แต่การได้รับในปริมาณเล็กน้อยต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจส่งผลต่อระบบฮอร์โมน ภูมิคุ้มกัน และระบบประสาท (FAO & WHO Joint Report, 2021)
กินคลีน ≠ ปลอดสารเคมีเสมอไป
ผักผลไม้ส่วนใหญ่ในปัจจุบันผ่านกระบวนการเกษตรสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นยาฆ่าแมลง ปุ๋ยเคมี หรือสารเร่งการเจริญเติบโต
แม้ผักจะดูสด สวย และผ่านการล้างก่อนวางขาย ก็ไม่ได้หมายความว่าสารเคมีตกค้างจะหายไปทั้งหมด โดยเฉพาะสารบางชนิดที่ไม่ละลายน้ำ และสามารถเกาะอยู่บนผิวหรือซึมเข้าสู่เนื้อผักได้
ซึ่ง การล้างผักด้วยน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียว สามารถลดสารกำจัดศัตรูพืชได้เพียงประมาณ 20–30% โดยเฉพาะสารกลุ่มที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในเกษตรกรรม (Environmental Health Perspectives, 2017)
สารเคมีจากผักเข้าสู่ร่างกายเราได้อย่างไร
เมื่อเรารับประทานผักหรือผลไม้ที่มีสารตกค้าง สารเหล่านี้สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านระบบทางเดินอาหาร จากนั้นถูกดูดซึมและสะสมในอวัยวะต่าง ๆ เช่น ตับ ไต และเนื้อเยื่อไขมัน
ผลกระทบมักไม่เกิดขึ้นทันที แต่แสดงออกในระยะยาว เช่น
- อ่อนเพลียเรื้อรัง
- ภูมิแพ้หรือผิวแพ้ง่าย
- ปวดหัวบ่อย
- ระบบขับถ่ายแปรปรวน
- ฮอร์โมนเสียสมดุล
ซึ่ง สารพิษจากสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคเรื้อรังในยุคปัจจุบัน (The Lancet Planetary Health, 2019)
ล้างผักด้วยน้ำเปล่า…พอจริงไหม?
น้ำเปล่าสามารถล้างฝุ่นและดินออกได้ แต่สำหรับสารเคมีหลายชนิด โดยเฉพาะสารที่มีลักษณะคล้ายไขมัน น้ำเปล่าเพียงอย่างเดียวไม่สามารถกำจัดออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หากเปรียบเทียบอาจเหมือนการพยายามล้างคราบน้ำมันด้วยน้ำเปล่า ซึ่งไม่สามารถล้างออกให้หมดได้
วิธีล้างผักให้ “คลีนขึ้นจริง” ในยุคปัจจุบัน
หากต้องการลดความเสี่ยงจากสารเคมีตกค้าง การล้างผักอย่างมีวิธีการช่วยได้มาก
1. การใช้น้ำยาหรือผงล้างผักโดยเฉพาะ
ผลิตภัณฑ์ล้างผักในปัจจุบันถูกออกแบบมาเพื่อ
- ช่วยสลายและลดการยึดเกาะของสารเคมี
- ชะล้างสารตกค้างได้มากกว่าน้ำเปล่า
- ไม่ทิ้งสารอันตรายเพิ่มเติม
เหมาะสำหรับผู้ที่บริโภคผักสดหรือสลัดเป็นประจำ
2. วิธีพื้นบ้านที่ช่วยได้ในระดับหนึ่ง
หากคุณไม่มีน้ำยาที่ใช้สำหรับการล้างผักโดยเฉพาะ วิธีพื้นบ้านเช่น เบกกิ้งโซดา น้ำส้มสายชู หรือเกลือ โดยการนำมาแช่หรือล้าง ช่วยทำให้ผักนั้นสะอาดขึ้นได้ในระดับหนึ่ง
โดยจากงานวิจัยจากระบุว่า สารละลายเบกกิ้งโซดาสามารถลดสารเคมีบางชนิดได้ถึง 60–80% แต่ยังไม่สามารถกำจัดได้ครบทุกประเภท (Journal of Agricultural and Food Chemistry, 2018)
แล้วถ้าที่ผ่านมาเราไม่เคยป้องกันเลยล่ะ?
คำถามที่หลายคนเริ่มกังวลคือ “ถ้ากินมาเป็นสิบปีโดยไม่รู้เรื่องนี้เลย ร่างกายเราสะสมอะไรไว้บ้าง?”
ความจริงอีกข้อที่อยากให้ทุกคนรู้ สารเคมีไม่ได้มาจากผักเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากน้ำ อากาศ เครื่องสำอาง ภาชนะ โลหะหนัก และสิ่งแวดล้อมรอบตัว
ซึ่งงานวิจัยพบว่า ความไม่สมดุลของแร่ธาตุและการสะสมโลหะหนัก มีความสัมพันธ์กับอาการอ่อนเพลีย ระบบประสาท และภูมิคุ้มกันที่ลดลง
Oligo Scan คืออะไร และตรวจอะไรได้บ้าง
Oligo Scan เป็นเทคโนโลยีการตรวจวิเคราะห์ที่ช่วยประเมิน
- วิตามินและแร่ธาตุที่ร่างกายขาดหรือเกิน
- การสะสมของโลหะหนักและสารพิษบางชนิด
รวมกว่า 44ชนิด ซึ่งการตรวจ จะช่วยให้เห็นภาพรวมของภาระสารพิษที่ร่างกายต้องจัดการอยู่
ตรวจแล้วได้อะไร และนำไปใช้ต่ออย่างไร
ผลตรวจไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างความกังวล แต่ช่วยให้
- ปรับการกินและไลฟ์สไตล์ได้ตรงจุด
- รู้ว่าควรเสริม หลีกเลี่ยง หรือปรับอะไร
- ประเมินว่าร่างกายควรได้รับการดีท็อกซ์หรือไม
Chelation Therapy ช่วยขับโลหะหนักออกจากร่างกายได้อย่างไร
Chelation Therapy เป็นวิธีที่ใช้ในทางการแพทย์มานานกว่า 50 ปี
โดยใช้สารเฉพาะทำหน้าที่จับโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว ปรอท หรือแคดเมียม
แล้วพาออกจากร่างกายผ่านระบบขับถ่าย เช่น ปัสสาวะ
โดยงานวิจัยใน Journal of Medical Toxicology ระบุว่า Chelation Therapy สามารถช่วยลดระดับโลหะหนักในร่างกายได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อทำภายใต้การดูแลของแพทย์ (Journal of Medical Toxicology, 2018)
กินคลีนให้คลีนจริง คือการป้องกัน + เข้าใจร่างกาย
การกินคลีนอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่เลือกอาหารที่ดูดี แต่คือการ
- ป้องกันตั้งแต่การเลือกและล้างอาหาร
- เข้าใจว่าร่างกายได้รับอะไรสะสมไว้บ้าง
- และดูแลจากภายในอย่างเหมาะสม
สรุป: คลีนไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่คือความเข้าใจ
การกินคลีนไม่จำเป็นต้องเคร่งหรือหวาดกลัวแต่เริ่มจาก “การตระหนักรู้” และ “การตัดสินใจอย่างมีข้อมูล”เมื่อเข้าใจมากขึ้น เราก็มีทางเลือกในการดูแลร่างกายให้สะอาดจากภายในได้จริง ไม่ใช่แค่รู้สึกคลีนจากภายนอกเท่านั้น สารพิษหรือสารเคมีเราสามารถป้องกันได้ในเบื้องต้น แต่หากป้องกันได้ไม่หมดและอยากเริ่มดูแลตัวเอง คุณสามารถตรวจวัดระดับวิตามิน, แร่ธาตุ และโลหะหนักได้ด้วย Oligo Scan การรู้ว่าร่างกายขาดและเกิดอะไรสามารถทำให้เราสามารถปรับ และเรียนรู้ว่าวิธีการรับมือได้ดียิ่งขึ้น
FAQ
-
การกินคลีนเพียงอย่างเดียว เพียงพอในการดีท็อกซ์สารเคมีจากร่างกายจริงหรือไม่?
คำตอบ: การกินคลีนเป็นพื้นฐานที่ดีต่อสุขภาพ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถกำจัดสารเคมีออกจากร่างกายได้ทั้งหมด ผักและผลไม้จำนวนมากยังอาจมีสารตกค้าง แม้จะล้างด้วยน้ำแล้วก็ตาม การได้รับสารเคมีในปริมาณน้อยอย่างต่อเนื่องจากอาหาร น้ำ อากาศ และสิ่งแวดล้อม สามารถสะสมในร่างกายได้ การดีท็อกซ์ที่แท้จริงจึงควรเริ่มจากการป้องกัน ควบคู่กับการสนับสนุนระบบกำจัดของเสียตามธรรมชาติของร่างกาย
-
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าร่างกายมีการสะสมสารพิษหรือโลหะหนักหรือไม่?
คำตอบ: การสะสมสารพิษหรือโลหะหนักมักไม่แสดงอาการทันที แต่อาจสะท้อนผ่านอาการเช่น อ่อนเพลียเรื้อรัง ระบบขับถ่ายแปรปรวน สมองล้า ฮอร์โมนไม่สมดุล หรือป่วยง่าย เทคโนโลยีอย่าง Oligo Scan ช่วยประเมินสมดุลของแร่ธาตุและการสะสมของโลหะหนักบางชนิด ทำให้เห็นภาพรวมของภาระสารพิษในร่างกาย และสามารถนำไปใช้ปรับการดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสม
-
Chelation Therapy คืออะไร และเหมาะกับใครบ้าง?
.jpg)
.jpg)
.jpg)