เปิดสาเหตุ คนส่วนมากขาดวิตามินดี 3 โดยไม่รู้ตัว
วิตามินดี คุณประโยชน์ที่มาพร้อมกับแสงแดด ทว่าคนส่วนมากมักหลีกเลี่ยงที่จะรับวิตามินดีจากแสงแดดโดยตรง เพราะเป็นห่วงเรื่องผิวพรรณและอันตรายจากรังสี UV ซ้ำยังมองข้ามการเสริมวิตามินดีให้กับร่างกาย รวมทั้งไม่นิยมรับประทานเหมือนกับวิตามินบีและซี จึงทำให้คนส่วนมากขาดวิตามินดี โดยเฉพาะวิตามินดี 3 โดยไม่รู้ตัว ซึ่งทำให้สุขภาพได้รับการดูแลไม่ดีเท่าที่ควร
วิตามินดี (Vitamin D) คืออะไร? ทำไมร่างกายต้องการวิตามินดี
วิตามินดี (Vitamin D) เป็นวิตามินชนิดละลายในไขมัน โดยวิตามินดีที่จำเป็นต่อร่างกายคือ วิตามินดี 2 พบได้เฉพาะในพืช เห็ด รา และยีสต์ และวิตามินดี 3 ซึ่งพบมากในอาหารจำพวก ปลาทะเล ไข่แดง น้ำมันปลา และได้จากการสังเคราะห์จากแสงแดดอ่อน ๆ
ร่างกายของเราต้องการวิตามินดี เพราะวิตามินชนิดนี้มีหน้าที่หลักในการดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกาย ช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกัน ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และยังมีงานวิจัยระบุว่ามีส่วนช่วยต้านโรคมะเร็งบางชนิดได้ด้วย นอกจากนี้วิตามินดียังช่วยให้สมองหลั่งสารเซโรโทนิน ซึ่งมีส่วนในการควบคุมอารมณ์ ความเครียด และรับมือกับภาวะซึมเศร้า
วิตามินดี 3 ประโยชน์ในการดูแลร่างกาย
เมื่อพูดถึงประโยชน์ของวิตามินดี วิตามินดี 3 จะถูกพูดถึงอย่างมาก เพราะวิตามินดี 3 ประโยชน์ที่สำคัญคือการสร้างความแข็งแรงของร่างกายในหลายด้าน ดังนี้
ช่วยป้องกันโรคที่เกี่ยวข้องกับกระดูก เช่น โรคกระดูกพรุน โรคกระดูกอ่อนที่พบมากในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน
ลดการแตกหักของกระดูกในกลุ่มผู้สูงวัย
ช่วยลดความเครียด บรรเทาภาวะซึมเศร้า และทำให้นอนหลับดีขึ้น
กระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย และป้องกันโรคภูมิแพ้
มีส่วนในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และความดันโลหิต
ช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ
ปัจจัยและกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสขาดวิตามินดี
รูปแบบการใช้ชีวิตเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ร่างกายขาดวิตามินดี เพราะหลายคนอาจไม่ทราบว่าวิตามินดี ได้จากอะไร ซึ่งก็คือมาจากแสงแดดและอาหาร แต่โดยมากเรามักปกป้องผิวจากแสงแดด ทั้งการเลี่ยงการออกแดด การใช้ครีมกันแดดที่มี SPF ทำให้ร่างการไม่สามารถดูดซึมวิตามินดีเข้าสู่ผิวหนัง ประกอบกับมลภาวะต่าง ๆ ทำให้รังสี UV จากแสงแดดเข้าสู่ผิวได้น้อยลง มีผลต่อกระบวนการสังเคราะห์วิตามินดีในร่างกาย รวมทั้งหลายคนอาจรับประทานอาหารที่มีวิตามินดีไม่เพียงพอ เช่น การรับประทานปลาที่มีไขมันสูงอย่างปลาทูน่า ปลาแมคเคอเรล ปลาแซลมอน และการดื่มนม
นอกจากการใช้ชีวิต คนบางกลุ่มก็อาจขาดวิตามินดี เนื่องจากความไม่สมบูรณ์ของร่างกายได้เช่นกัน โดยเฉพาะคนในกลุ่มต่อไปนี้
- ● ผู้สูงอายุ ร่างกายเริ่มเสื่อมสภาพ กลไกการสังเคราะห์วิตามินในร่างกายเริ่มเสื่อมถอย
- ● ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน มีไขมันสะสม คนกลุ่มนี้มักเสี่ยงต่อภาวะพร่องวิตามินดี
- ● สตรีมีครรภ์ หรืออยู่ระหว่างให้นมบุตร
- ● ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบลำไส้และการดูดซึมไขมัน
- ● ผู้ที่เป็นโรคตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง ร่างกายดูดซึมวิตามินได้น้อยลง
- ● ผู้ที่เป็นโรคไตเรื้อรังในระยะ 3 – 4
- ● ผู้ที่มีผิวคล้ำ ผิวหนังจะผลิตวิตามินดีได้น้อยกว่าปกติ
การสังเกตอาการเมื่อขาดวิตามินดี
เมื่อเรารู้สึกถึงความผิดปกติในร่างกาย เราจะพยายามจำแนกสาเหตุของความผิดปกติว่าเกิดจากอะไร แต่คนโดยมากมักไม่ได้คำนึงถึงสาเหตุที่มาจากการขาดวิตามินดี จึงทำให้ดูแลร่างกายได้ไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร ถ้าเป็นในวัยเด็กอาการเมื่อขาดวิตามินดีจะเห็นได้ชัด โดยจะพบการเจริญของกระดูกผิดปกติ กระดูกขาโก่งงอ หรือเริ่มเดินได้ช้ากว่าเด็กทั่วไป แต่เมื่อเป็นวัยผู้ใหญ่ อาการเมื่อขาดวิตามินดีอาจไม่ชัดเจน หลัก ๆ แล้วหากพบความผิดปกติกระดูก หรือสภาวะทางอารมณ์ ให้สันนิษฐานเบื้องต้นว่ามาจากการขาดวิตามินดี โดยอาการเมื่อขาดวิตามินดีพบได้ดังนี้
- มวลกระดูกลดลง มีอาการปวดข้อและกระดูก
- ปวดกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้ออ่อนแรง
- เป็นตะคริวบ่อย
- อ่อนเพลีย
- อารมณ์ไม่คงที่ หรือมีภาวะซึมเศร้า
อย่างไรก็ดี การสังเกตพบว่าร่างกายขาดวิตามินเป็นเรื่องค่อนข้างยาก เพราะไม่มีอาการบ่งชี้ที่ชัดเจน จึงแนะนำให้เจาะเลือดตรวจวัดระดับระดับไฮดรอกซีวิตามินดี 25(OH)D ในร่างกายจากการตรวจสุขภาพประจำปี โดยผลจากการตรวจสามารถแบ่งได้เป็น 3 ระดับคือ
- ระดับน้อยกว่า 20 ng/mL ถือว่ามีภาวะขาดวิตามินดี
- อยู่ในช่วง 20-30 ng/mL ถือว่ามีภาวะพร่องวิตามินดี
- มากกว่า 30 ng/mL ถือว่ามีระดับวิตามินดีพอเพียง
วิธีเพิ่มวิตามินดีให้ตัวเอง
การเสริมวิตามินดีให้กับร่างกายจะเป็นการเสริมด้วยวิตามินดี 3 เพื่อให้เกิดการสังเคราะห์วิตามินขึ้นในร่างกาย บางคนอาจสงสัยว่าเราจะเสริมวิตามินดีได้จากอะไร คำตอบคือจะพบจาก 2 แหล่งสำคัญ ได้แก่
- จากรังสี UVB ในแสงแดด โดยการสังเคราะห์วิตามินดีที่ผิวหนังชั้นนอกหลังจากออกแดดในช่วงเช้าหรือเย็น อย่างน้อย 15 นาที วิตามินดีจากแสงแดดเป็นแหล่งสำคัญ คิดเป็น 80-90% ของวิตามินดีทั้งหมดในร่างกาย
- จากการรับประทานอาหารที่เป็นแหล่งของวิตามินดี เช่น ปลาที่มีไขมันสูงอย่างปลาทูน่า แซลมอน ผลิตภัณฑ์จากนม ธัญพืช เห็ด ไข่แดง และน้ำมันตับปลา
ปริมาณวิตามินดี 3 ที่ร่างกายต้องการ
เมื่อเราเห็นความสำคัญของวิตามินดี 3 แล้ว ลองมาดูกันว่าร่างกายต้องการวิตามินดี 3 มากน้อยเพียงใด
- เด็กแรกเกิด อายุต่ำกว่า 1 ปี ควรได้รับวิตามินดี 400 IU (10 ไมโครกรัม) ต่อวัน
- คนที่อายุ 1-70 ปี ควรได้รับวิตามินดี 600 IU (15 ไมโครกรัม) ต่อวัน
- ผู้สูงวัย อายุ 70 ปีขึ้นไป ควรได้รับวิตามินดี 800 IU (20 ไมโครกรัม) ต่อวัน
- สตรีที่อยู่ในช่วงเตรียมตั้งครรภ์ ควรได้รับวิตามินดี 400-600 IU (10 ไมโครกรัม) ต่อวัน
- สตรีมีครรภ์ ควรได้รับวิตามินดีมากกว่าคนกลุ่มอื่น อยู่ที่ 2,000-4,000 IU (50-100 ไมโครกรัม) ต่อวัน
ฉีดวิตามินดี 3 ดีกว่ารับประทานวิตามินดีทั่วไปอย่างไร
การฉีดวิตามินเข้าสู่ร่างกายเป็นทางเลือกยอดนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมสุขภาพที่ให้ผลลัพธ์รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง ด้วยการดูดซึมที่รวดเร็วและเต็ม 100% โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการย่อยในระบบทางเดินอาหาร ต่างจากการรับประทานวิตามินที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้เพียง 50% เท่านั้น นอกจากนี้ การฉีดวิตามินยังใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลตัวเองแต่มีเวลาจำกัด
หากสงสัยว่าร่างกายขาดวิตามินดีหรือไม่ การเข้ารับคำปรึกษากับแพทย์ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แพทย์จะช่วยประเมินระดับวิตามินในร่างกายและโปรแกรมเฉพาะบุคคล (Personalized treatment) สำหรับการฉีดวิตามินดี 3 จะถูกฉีดเข้ากล้ามเนื้อ เช่นเดียวกับวัคซีนทั่วไป เพื่อช่วยเสริมการดูดซึมแคลเซียม ส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน และลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง
การเลือกคลินิกที่ได้รับมาตรฐานและอยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์ด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย (Anti-Aging) และเวชศาสตร์ฟื้นฟู (Regenerative Medicine) ที่ได้รับการรับรองจาก American Board จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัย นอกจากนี้ ควรมีทีมพยาบาลวิชาชีพที่เชี่ยวชาญในการเปิดเส้นและคอยให้การดูแลตลอดการทำทรีตเมนต์ เพื่อให้ทุกขั้นตอนการบริการมีความปลอดภัยสูงสุด ให้การดูแลตัวเองเป็นของขวัญที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับสุขภาพในทุกช่วงวัย ด้วยการเลือกวิธีการเสริมวิตามินที่ตอบโจทย์ความต้องการของคุณ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองเวลาเข้ารับบริการ ได้ที่
R3 Life Wellness Center 42 อาคาร ไอ ซี พี ชั้น 4 ถนนสุรวงศ์ แขวงสี่พระยา เขตบางรัก กทม.
- Tel.: 0 2233 8000 , 088 689 8888
- Whatsapp: (+66) 88 689 8888
- Line OA: @r3lifewellness
- Facebook: https://www.facebook.com/r3lifewellness
- Instagram: https://www.instagram.com/r3lifewellness_official/
- Flagship Location: https://maps.app.goo.gl/b3sw5oYTtTUHSM956